งานพัฒนาระบบเตรียมความพร้อมตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน

ความรู้เกี่ยวกับโรคติดต่อนำโดยแมลง (Vector borne disease)

โรคติดต่อนำโดยแมลง (Vector borne disease) คือ โรคที่มีแมลงเป็นพาหะ ซึ่งแมลงสามารถเป็นสาเหตุของโรคได้ 2 กรณี คือ เป็นพาหะนำโรคต่างๆ มาสู่คนและสัตว์และเป็นสาเหตุของโรคนั้นโดยตรง โดยมีรายละเอียด ดังนี้  

1. แมลงในสถานะที่เป็นพาหะนำโรค (Transmitter/Vector) มาสู่คนและสัตว์ เช่น โรคเท้าช้าง มาลาเรีย
ไข้เลือดออก อหิวาต์ เป็นต้น ซึ่งการเป็นพาหะนำโรคของแมลงสามารถจำแนกออกเป็น 2 แบบ คือ

1.1 การเป็นพาหะแบบ Mechanical transmitter คือ แมลงที่นำเชื้อโรคโดยที่เชื้อนั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างหรือเจริญเติบโตเพิ่มจำนวนในตัวของแมลงนั้นเลย แมลงพวกนี้มักเป็นแมลงที่อาศัยอยู่ใกล้ชิดกับคน เช่น แมลงวัน แมลงสาบ ตัวอย่างเช่น แมลงสาบที่ไปกินสิ่งปฏิกูลซึ่งอาจติดเชื้อแบคทีเรียมาตามปาก ขา แมลงสาบแล้วแมลงสาบนั้นมากินอาหารคนก็จะนำเชื้อโรคมาสู่คน เมื่อคนไปกินอาหารที่ปนเปื้อนนั้น มีการศึกษาถึงเชื้อโรคที่นำโดยแมลงวันพบว่ามีประมาณ 65 ชนิด ซึ่งมีทั้งเชื้อไวรัส โปรโตซัว แบคทีเรียและ ไข่หนอนพยาธิ เช่น polio, hepatitis Salmonella, Shigella, Escherichia coli, Entamoeba histolytica, ไข่ของ Trichuris  เป็นต้น

 

1.2 การเป็นพาหะแบบ Biological transmitter คือ พาหะที่นำเชื้อโดยที่เชื้อมีการเจริญเติบโตหรือเพิ่มจำนวนในพาหะนั้น ในกรณีนี้เรามักเรียกแมลงว่าเป็นพาหะหรือ vector ซึ่งการนำโรคแบบนี้ยังจำแนกออกเป็น 3 แบบคือ
1.2.1 Propagative transmitter คือ พาหะที่นำเชื้อโรคโดยเชื้อโรคมีการเพิ่มจำนวนในตัวแมลงแต่เชื้อโรคนั้น
ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง ตัวอย่างเช่น ยุงที่นำเชื้อไข้เลือดออกเมื่อยุงมาดูดเลือดผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสไข้เลือดออก
เชื้อไวรัสนี้ก็จะไปเพิ่มจำนวนในตัวยุงซึ่งรวมทั้งที่ต่อมน้ำลายยุงด้วย เมื่อยุงไปกัดคนอีกครั้งก็จะถ่ายทอดเชื้อไวรัส
ไข้เลือดออกไปสู่ผู้อื่นต่อไป ซึ่งขณะที่ยุงรับเชื้อไวรัสและขณะที่ยุงถ่ายทอดไวรัสออกไปนั้น เชื้อไวรัสนั้นเป็นระยะเดียวกัน

1.2.2 Cyclo-propagative transmitter คือ พาหะที่มีเชื้อโรคซึ่งเชื้อโรคนั้นเจริญเพิ่มจำนวนและมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างในตัวพาหะ เช่น ยุงก้นปล่องที่ดูดกินเลือดผู้ป่วยที่มีเชื้อมาลาเรียอยู่ ยุงจะได้รับเชื้อมาลาเรียระยะเพศผู้และเพศเมียเข้าไปเมื่อเชื้อมาลาเรียเข้าสู่ตัวยุงก็จะมีการผสมพันธุ์เป็นระยะ zygote แล้วเจริญเป็นระยะต่างๆ จนเป็น oocyst ที่มี sporozoite มากมายใน oocyst และเมื่อ oocyst แตก sporozoite ที่อยู่ภายในก็จะเดินทางไปสู่ต่อมน้ำลายยุงแล้วรอจนกระทั้งยุงกัดเหยื่ออีกครั้ง sporozoite เหล่านี้ก็จะออกจากต่อมน้ำลายถ่ายทอดไปสู่ผู้อื่นต่อไป จะเห็นว่าเชื้อมาลาเรียเมื่อเข้าสู่ยุงเพียงเชื้อเพศผู้และเพศเมียทำให้เกิดระยะ sporozoite ซึ่งเป็นระยะติดต่อได้

 

 

1.2.3 Cyclo-developmental transmitter คือ พาหะซึ่งนำเชื้อโรคโดยที่เชื้อโรคนั้นมีการเจริญเติบโตเปลี่ยนแปลงรูปร่างในตัวพาหะ แต่ไม่มีการเพิ่มจำนวนในพาหะนั้น เช่น ยุงเสือที่นำเชื้อ filaria เมื่อยุงดูดกินเลือดผู้ป่วยที่มีระยะ microfilaria อยู่ในเลือด microfilaria เหล่านี้ก็จะเจริญต่อไปในลำตัวของยุง microfilaria 1 ตัวจะเจริญเป็นตัวอ่อนระยะที่ 3 ซึ่งเป็นระยะติดต่อได้เพียง 1 ตัวเท่านั้น จะเห็นว่าเชื้อ filaria มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างภายในยุงแต่ไม่มีการเพิ่มจำนวนในยุง

 

 

2. เป็นสาเหตุของโรค (Direct cause of disease) ในกรณีนี้หมายความว่าแมลงเองเป็นตัวการทำให้เกิดโรค ซึ่งสามารถจำแนกออกเป็น 4 แบบคือ

2.1 แมลงที่เป็นปรสิตอยู่ภายนอกโฮสท์ (Ectoparasitoses) เช่น เหา หมัดและโลน

2.2 แมลงที่เป็นปรสิตอยู่ภายในตัวโฮสท์ (Endoparasitoses) เช่น หนอนแมลงวันที่อยู่ตามอวัยวะภายในร่างกาย หรือตามช่องว่างต่างๆ ตามร่างกายเช่นภายในโพรงจมูกซึ่งเราเรียกว่าสภาวะนี้ว่า Myiasis

2.3 แมลงที่ต่อยหรือกัดแล้วปล่อยพิษออกมา (Envenomization) เช่น ผึ้ง ต่อ แตน

2.4 แมลงที่เป็นสาเหตุให้เกิดภูมิแพ้ (Airborne allergens) เช่น แมลงสาบ ไรฝุ่น ในบทเรียนนี้จะกล่าวเฉพาะโรคที่มีแมลงเป็นพาหะและความสัมพันธ์ระหว่างแมลง เชื้อโรคและสัตว์มีกระดูกสันหลังหรือ vertebrate host ซึ่งในที่นี้หมายถึงมนุษย์

 

Natural Cycle of Vector-borne Pathogens
เชื้อโรคหลายชนิดสามารถมีวงชีวิตอยู่ได้ทั้งในสัตว์มีกระดูกสันหลังและในแมลงที่เป็นพาหะ วงจรของโรคที่มีแมลงเป็นพาหะนั้นต้องประกอบด้วยองค์ประกอบ 4 อย่างคือ เชื้อโรค (Pathogen) คนหรือสัตว์ที่เป็นโฮสท์ (Vertebrate host) แมลงพาหะ (Vector) และสภาพแวดล้อม (Environment) ที่เหมาะสม เชื้อโรคที่มีแมลงเป็นพาหะจะต้องเจริญหรือมีการพัฒนาทั้งในสัตว์มีกระดูกสันหลังและในแมลง ซึ่งแมลงพาหะนั้นต้องการเลือดเพื่อใช้ในการเจริญของรังไข่และสารอาหารอื่นๆ ในการดำรงชีวิตขณะที่แมลงดูดกินเลือดคนหรือสัตว์ที่มีเชื้อโรคอยู่นั้นอาจจะได้รับเชื้อโรคที่อยู่ในระบบเลือดหรือที่ผิวหนังของสัตว์มีกระดูกสันหลังและเมื่อแมลงนี้ดูดกินเลือดครั้งต่อไปก็จะถ่ายทอดเชื้อนี้ไปสู่คนหรือสัตว์อื่นต่อไป
โดยเชื้อโรคมักจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อแมลงพาหะรืออาจจะเกิดขึ้นบ้างแต่ไม่มากนัก ในทางตรงกันข้ามเมื่อเชื้อโรคนั้นเข้าสู่สัตว์มีกระดูกสันหลัง มักจะทำให้อันตรายที่รุนแรงแก่คนหรือสัตว์ เชื้อเหล่านี้หากเข้าสู่สัตว์ที่เป็นแหล่งโรคโดยธรรมชาติมักจะไม่ก่อให้เกิดอาการมากแต่หากติดเข้าสู่สัตว์ที่ไม่ใช่โฮสท์โดยธรรมชาติของมัน (Accidental hosts) มักจะทำให้เกิดอาการที่รุนแรง

 

เมื่อพิจารณาจากวงจรการถ่ายทอดของโรคที่นำโดยแมลงแล้วพบว่า จำนวนและชนิดของเชื้อที่ถ่ายทอดโดยแมลงซึ่งก่อให้เกิดการบาดเจ็บและตายแก่คนและสัตว์จำนวนมากนั้นแสดงให้เห็นว่าการถ่ายทอดโรคแบบนี้มีประสิทธิภาพดี ดังจะเห็นได้จากการที่เราได้มีความพยายามหาวิธีการในการควบคุมโรคต่างๆ เหล่านี้เช่น มาลาเรีย ไข้เลือดออก โรคเท้าช้าง แต่อุบัติการณ์ของโรคเหล่านี้ยังมิได้ลดลง ดังนั้นการเข้าใจธรรมชาติของโรคและความสัมพันธ์ระหว่างเชื้อโรคกับแมลงและสัตว์มีกระดูกสันหลัง อาจทำให้เราสามารถหาวิธีการมายับยั้งการถ่ายทอดของโรคได้